พิธีพออกเปรี๊ยะแค
พิธี พออกเปรี๊ยะแค
พิธี คือระเบียบแบบแผนที่พึงปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สังคมแต่ละสังคมกำหนดขึ้นเพื่อให้การปฏิบัติกิจกรรมนั้น ๆ เป็นไปในแนวทางอันเดียวกัน แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ในบางครั้งพิธีกรรมในงานต่าง ๆ ของชุมชนในแต่ละภูมิภาคในเรื่องเดียวกัน จะมีขั้นตอนการปฏิบัติผิดแผกแตกต่างกันไปมากบ้าง น้อยบ้าง แล้วแต่ภูมิปัญญา และความเชื่อถือของท้องถิ่นนั้น ๆ พิธีกรรมบางอย่างก็เป็นสากล ยึดแบบสากลเป็นหลัก เราจึงไม่อาจที่จะตัดสินได้ว่า พิธีกรรมในงานอย่างหนึ่ง ของกลุ่มชนหนึ่งปฏิบัติไม่ถูกพิธี หรือว่า พิธีกรรมอย่างนี้ถูก อย่างนั้นผิด โดยที่แท้แล้ว คือ ตราบใดที่พิธีกรรมอย่างหนึ่ง อย่างใดยังมีคนยอมรับนับถือ และเชื่อถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ก็นับว่าพิธีกรรมนั้น ๆ มีความถูกต้องอยู่ ของชนกลุ่มนั้น วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลายชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง ลอยลอยกระทง ลอยลอยกระทง ลอยกระทงกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง รำวงวันลอยกระทง รำวงวันลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ บุญจะส่งให้เราสุขใจพิธีลอยกระทง ถือกำเนิดตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี นางเรวดี นพมาศ พระสนมเอกของพระร่วง เป็นผู้คิดริเริ่มขึ้นในราชสำนัก แล้วแพร่ขยายออกมาสู่ชุมชน ตกทอดมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพจนถึงปัจจุบัน ฤดูฝนหมดไปตั้งแต่ปลายเดือนสิบเอ็ด พอขึ้นเดือนสิบสองท้องฟ้า เริ่มปลอดโปร่ง แจ่มใสปราศจากเมฆ พระจันทร์ในเดือนสิบสอง จึงส่องแสงสุกกสกาว บรรยากาศเช่นนี้ เหมาะสำหรับความรู้สึกของหนุ่มสาวยิ่งนัก หนุ่ม ๆ สาว ๆ จะได้ใกล้ชิดสนิทกัน ก็ในเทศกาลประจำปี หนุ่มสาวจึงมีโอกาสพูดจาพาที หยอกล้อกันโดยหนุ่มจะใช้ศิลปะการร้องรำทำเพลง การละเล่นประจำท้องถิ่น เป็นสื่อบอกรัก เช่น เจรียง สันตู๊จ ( ร้องรำตกเบ็ด) นั่นคือ การเริ่มต้นแสวงหาคู่ในยุคสมัยก่อน พิธีพออกพระแข ก็เป็น พิธีกรรมอย่างหนึ่งของท้องถิ่นสุรินทร์ ซึ่งมีความแตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่นในทางปฏิบัติพิธีกรรม แต่โดยเนื้อหาสาระของพิธีกรรมแล้วก็อาจสอดคล้องกับพิธีกรรมอันเป็นสากล คำว่า ปออกเปรี๊ยะแค ( พออกพระแข ) เป็นคำภาษาเขมรซึ้งเป็นภาษาพื้นเมืองของสุรินทร์ ปออกหรือพออก หมายถึง กรอก,ป้อน เปรี๊ยะ หมายถึง พระแค หมายถึง ดวงจันทร์,เดือน,พระจันทร์ เมื่อนำคำทั้ง 3 คำมารวมกัน ก็จะได้คำว่า ปออกเปรี๊ยะแค หมายถึงการกรอกพระจันทร์ ซึ่งเป็นพิธีการไหว้บวงสรวงพระจันทร์ หรือเปรี๊ยะแค เดือนสิบสอง ข้าวเหนียวพันธุ์เบา จำพวกข้าวบังเอว กำลังโน้มรวงเริ่มสุกเหลืองพอเหมาะกับการตำข้าวเม่า กรอบอร่อย การทำบุญตักบาตรข้าวเม่า จึงเกิดขึ้น เป็นธรรมเนียมประเพณีสืบทอดกันมา แต่โบราณกาล เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่การตักบาตรข้าวเม่านั้น คนพื้นเมืองสุรินทร์ โดยเฉพาะชาววัดดาราธิวาส บ้านขนาดมอญ บ้านขนาดมอญใต้ ขนาดมอญน้อย บ้านตาเมา บ้านโคกสวายบ้านเสรีพัฒนา เขาทำกันในเวลากลางคืน เมื่อพระจันทร์วันเพ็ญของเดือนสิบสองอยู่ตรงศีรษะพอดี กลางลานวัด จะปักเสาสองต้น สูงท่วมศีรษะห่างกันราวสองเมตร มีไม้กลม ๆ เป็นราวสูงเพียงตาที่ราวติดเทียนขี้ผึ้ง จำนวนสิบสองเล่มเท่ากับเดือน ผูกติดไว้กับเสาหลวม ๆ พอหมุนได้ไม่ติดขัด ที่ทางมักคทายกร่วมกันกับพระในวัดช่วยกันตระเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่บ่าย ส่วนแม่บ้านและสาว ๆ จะชวนกันลงนาเก็บเกี่ยวข้าวนำมาเหยียบยีบนภาชนะกระด้ง ซึ่งภาษาท้องท้องถิ่น เรียกว่า “ แบนเซรา ” เมล็ดข้าวที่สุกได้ที่จะหล่นหลุดจากขั้วรวง ส่วนโคนรวงที่ยังไม่หลุด จะใช้ไม้เล็ก ๆ กำกับอุ้งมือกดรูด เรียกว่า “ สะโกดเซรา ” อีกครั้งจนหมดรวง เอามาพัดเอาละอองธุลีออกเหลือแต่เมล็ดที่อวบเต็มตึง ตั้งเชิงกรานสุมไฟด้วยฟืน หม้อดิน หรือกระทะใบใหญ่ ตั้งไฟให้ร้อนจัดตักข้าวเปลือกสด ๆ หนึ่งกอบใหญ่ ใส่หม้อคั่วให้สุก ใช้ก้านกล้วยสดยาวหนึ่งศอก กวนเมล็ดข้าวในหม้อกระจายได้รับความร้อนและสุกทั่วถึงทุกเมล็ด คั่วจนเสียงประทุถี่ยิบ แสดงว่า ข้าวสุกได้ที่ทั่วทั้งเมล็ดแล้วยกเทใส่ครก ผู้ตำจะใช้มือขวากำสากมือซ้ายกำไม้ควัก การตำข้าวเม่า ต้องมีเทคนิคผู้ไม่เคยไม่รู้จะตำไม่เป็น เขาทิ่มสากลงครกหนึ่งตุ๊บ จะต้องควักด้วยไม้พายสองครั้ง เสียงควักจะได้ยินแชว้ค ๆ เป็นจังหวะ เมื่อตำเร็ว ๆ จะได้ยินเสียงแชว้ค ๆ ตุ๊บ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ท่าตำนั้น ผู้ตำจะยืนประชิดครก มือขวากำสากใหญ่ มีน้ำหนัก มือซ้ายถือไม้ควัก เมื่อยกสากด้วยมือขวา ชูขึ้นสูง ยืดตัวตรง มือซ้ายจะควักด้วยพายสองครั้ง เพื่อกลับเมล็ดข้าวส่วนบน ลงล่าง ส่วนล่างขึ้นบน เมล็ดจะบี้แบนทุกเมล็ด ได้ข้าวเม่าตามต้องการ ทำสลับกันไปจนกว่าจะล่อนดี เสียงแชว้ค ๆ ตุ๊บดังระงมไปทั่ว ละแวกบ้าน แสงไฟจากการคั่วข้าวเม่าทุกครัวเรือน เป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า คำคืนนี้จะได้ทำบุญตักบาตรข้าวเม่ากันที่วัด การตำข้าวเม่าต้องใช้สองคน คนหนึ่งนั่งคั่วข้าวให้สุกได้ที่ อีกคนทำหน้าที่ตำ หนุ่ม ๆ มักฉวยโอกาสอาสาไปนั่งคั่วข้าวเม่าให้สาว ๆ ตำ ได้กำไรชีวิต จากการดูชมลีลาระบำข้าวเม่า สามทุ่มล่วงแล้ว พระจันทร์เต็มดวงพ้นปลายไม้ สว่างไสวดุจกลางวัน ผู้เฒ่า หนุ่มสาวและเด็กถือขัน กระเชอหรือถ้วยโถโอชาม บรรจุข้าวเม่าและกล้วยสุกคนละหวีสองหวีตามมีตามเกิดไปชุมนุมกันที่ลานวัด หนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยสดงดงาม ประกวดประชันกันห่างกันที่ตั้งเสาพิธีสถานพอประมาณจะปูด้วยเสื่อสาด ลาดด้วยผ้าขาวตั้งบาตรไว้เรียงราย ได้เวลาใกล้เที่ยงคืน นิมนต์พระเข้านั่งประจำที่สมาทานศีล เจริญพระพุทธมนต์ ผู้คนจะยกขันขึ้นอธิษฐาน ขอให้กุศลผลบุญที่ประกอบในวันนี้จงมีแด่บุพการี แล้วบรรจงใส่บาตรข้าวเม่ากันจนทั่วถึง ผู้คนจะกระจายกันนั่งรายรอบที่ตั้งเสาพิธีอยู่ห่าง ๆ ปล่อยเสาพิธีสถานให้เป็นลานกว้างวงกลมเป็นเขตพิธีกรรม รอกำหนดเวลาประกอบพิธีกรรม เมื่อถึงเที่ยงคืน จะมีบุรุษผู้สูงอายุ ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม นุ่งขาวห่มขาว ถือไม้เท้ายาวมีบุรุษสะพายย่ามเป็นลูกศิษย์ติดตามมาผู้หนึ่ง เดินจากภายนอกเข้ามาบริเวณพิธีสถานกระทำสุมเสียงกระแอมไอ เดินสู่สถานพิธีตั้งเสา พอปรากฏเห็นโดดเด่นเป็นจุดสนใจ หยุดยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มาร่วมชุมนุมแล้วผู้ใหญ่ในกลุ่มหนึ่งซึ่งได้กำหนดตัวไว้แล้วจะถามขึ้นว่า “ นั่นใคร” บุรุษชีปะขาวจะตอบว่า “ เราเอง” ผู้ถามจะถามต่อว่า “ เราน่ะคือใคร ชื่อเสียงเรียงไร มาจากไหน มีธุระอะไร เหตุไฉนจึงเข้ามาที่นี้ ”บุรุษชีปะขาวจะตอบว่า เราคือตาพรม มาจากสำนักเขนาะตาพรม ที่มาที่นี่เพราะได้ยินเสียงเอะอะอึงคะนึง ไม่รู้ว่าพวกท่านกระทำสิ่งใดกัน ซรอยจะพากันทำบาป ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอะไรกันขึ้นกระมัง เราจึงเข้ามาดู ผู้ใหญ่ในกลุ่มจะแจกแจงว่า เราไม่ได้กระทำบาปหยาบช้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตดอก วันนี้เรามาชุมนุมกันทำบุญจะประกอบพิธีไหว้พระจันทร์ท่านเป็นตาพรม ท่านมีความรู้เรื่องนี้ไหม ชีปะขาวจะตอบว่า เราพอจะรู้บ้าง ผู้เป็นใหญ่จะกล่าวว่า ถ้าท่านรู้ข้อธรรมะในเรื่องนี้ จงแสดงธรรมให้พวกเราฟังก่อน เราจึงจะเชื่อถือ ชีปะขาวจึงถามว่า จะให้แสดงธรรมข้อใด ผู้เป็นใหญ่ตอบว่า ว่านะโมให้ฟังก่อนก็แล้วกันบรรยายกาศการเจริญพระพุทธมนต์ ตาพรหมจะติดตลกแกล้วว่านะโมผิด ๆ เพื่อแทรกบทตลกให้เป็นที่ฮือฮา เช่นว่า “ นะโม ตะสัจระหัต ตอง ตอง หรือ นะโมเตี๊ยะสัจเตี๊ยอั๊จกระแบร์ ” อะไร ๆ ทำนองนั้น ผู้คนจะเฮฮาเป็นที่ครื้นเครง ผู้เป็นใหญ่จะกล่าว่า ท่านว่าข้อธรรมไม่ถูก ท่านไม่ใช่ตาพรหมที่แท้จริงชะรอยท่าน จะเป็นผู้ประสงค์ร้ายปลอมแปลง เข้ามาเพื่อทำมิดีมิร้าย ได้เฮฮากันเป็นรอบเมื่อถึงรอบที่สาม จึงสวดนะโมได้ถูกต้องครองถ้วยกระบวนความ ผู้คนทั้งหลายจึงกล่าวรับรองว่าจริงท่านคือตาพรหมตัวจริง แล้วขอเชิญท่านเป็นประธานในพิธีพาพวกเราไหว้พระจันทร์ นำสวดคาถาบวงสรวงสังเวย แก่พระจันทร์เถิด ตาพรหมจะบอกให้ทุกคนพนมมือ แล้วจุดเทียน 12 เล่ม ที่ติดไว้บนไม้ราวพาดเสาพิธีกรรม นำใบกล้วย ตานีที่ยังอ่อน ๆ ปลอดตำหนิปราศจากริ้วรอยแตกปริ มาวางเรียงกันกับพื้นดินใต้ราวเทียนชัย เพื่อรองรับน้ำตาเทียนไว้เสี่ยงทาย บอกให้ทุกคนคอยกล่าวคำบวงสรวงสังเวยตามพร้อม ๆ กัน แล้วตาพรหมก็นำสวดนะโม 3 จบ กล่าวบวงสรวงให้ทุกคนว่าตาม เนียง จันทุรา เปรี๊ยะมหาอูด็อม เปรี๊ยะเอ็นเสวยเซราะ เสวยอ๊อบภิรมย์ เปรี๊ยะมหาอูด็อม ก็วงเลอพิเมียน กล่าวจบหนึ่งรอบ ตาพรหมจะบอกให้กราบ ทุกคนประนมมือหมอบกราบพร้อมกันนี้ตาพรหมผู้เป็นประธานจะจับปลายไม้ราวข้างหนึ่ง ศิษย์จับอีกข้างหนึ่งหมุนให้เอนไปทางขวา น้ำตาเทียนจะหยดลงไปสู่ใบตองที่รองรับ แล้วสวดบวงสรวงตามคำเดิมจนจบ ตาพรหมจะบอกให้ เงิ้บ คือกลับนั่งตัวตรงตามเดิม พร้อมกับเทียนชัยก็หมุนไปตั้งตรงเหมือนเดิม ประนมมือกราบ 3 ครั้ง เงิ้บ 3 ครั้ง เป็นอันสิ้นพิธีการไหว้บวงสรวงพระจันทร์ หรือเปรี๊ยะแค คำกล่าวบวงสรวงสังเวยนี้ ถอดเป็นคำไทยได้ความว่า เจ้าแม่จันทรา พระมหาอุดม พระอินทร์เสวยสุข เสวยอภิรมย์ พระมหาอุดม สถิตเหนือพิมาน เสวยจากบวงสรวงสังเวย และศิษย์ของตาพรหมจะยกใบกล้วยสองใบนั้นขึ้นมาชูหมุนไปรอบ ๆ ให้ทุกคนได้เห็นทั่วกัน ตาพรหมจะเอาไม้เท้าชี้ทำนาย หยดน้ำตาเทียนที่ปรากฏในใบตอง โดยถือเอาต้นใบตองกล้วยเป็นต้นปี กลางใบกล้วยเป็นกลางปี ปลายใบกล้วยเป็นปลายปี หยดเทียนหนาส่วนใด ฝนจะชุกในส่วนนั้นการประกอบพิธี ณ ลานวัดดาราธิวาส ทำนายเสร็จตาพรหมและศิษย์ จะได้รับถวายข้าวเม่า 1 ขัน กล้วย 1 หวี คนละ 1 ชุด ตาพรหมจะอวยพรให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขประสบโชคลาภ ทำมาหากินได้อุดมสมบูรณ์แล้วบอกลาและกำชับให้ท่านทั้งหลายจงเลี้ยงดูกันให้เป็นสุขทั่วหน้ากันเถิด ฝ่ายพระสงฆ์จะบรรยายธรรมอบรมพอสมควรแก่เวลา แล้วถวายปัจจัยไทยทาน ทายกจัดบาตรข้าวเม่า และกล้วยขึ้นบนกุฏิ แบ่งส่วนหนึ่งไว้เลี้ยงดูกันในหมู่ผู้ไปร่วมพิธี ซึ่งยังคงนั่งรออยู่ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ช่วงนี้ทายกและผู้ใหญ่จะช่วยกันแจกจ่ายข้าวเม่า และกล้วยสุกกันทั่วหน้า ผู้ร้องจะร้องใหม่บอกว่า ฮาเวยฮา แปลว่า อ้า เดออ้า หมายความว่าอ้าปาก โดยเงยหน้าอ้าปากหันหน้าเข้าหาพระจันทร์ เอาข้าวเม่ากรอกเข้าปาก ป้อนกล้วยสุกเข้าไปด้วย การกระทำนี้เองที่เรียกว่า กรอกพระจันทร์ ซึ่งใช้ภาษาถิ่นว่า ปออกพระแค หนุ่มๆ ชอบหนักหนา รอโอกาสกำข้าวเม่ากรอกปากสาวคนที่ตนหมายปองพร้องป้อนกล้วยเข้าปากสาวเป็นนัย ๆ บอกรัก แล้วพิธีไหว้พระจันทร์ในวันปออกพระแค ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง ก็เป็นเสร็จสิ้นลง ต่างกลับถิ่นฐานบ้านช่องด้วยความอิ่มเอิบใจ เพื่อให้ข้อเขียนนี้เป็นสารคดีเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี โดยสมบูรณ์ ผู้เขียนขอชี้แจงเพิ่มเติมในเชิงศัพท์ภาษาให้กระจ่างดังนี้ ตาพรหม คือ พระพรหมผู้สร้างโลก และสรรพสัตว์ตามคติศาสนาพราหมณ์ พระพรหมจะลงมาดูโลกและปกป้องชาวโลกทุกปี เพื่อมิให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างถูกทำลาย จะเป็นจากถ้อยคำที่โต้ตอบกับมนุษย์ ตาพรหมจึงเป็นตัวสมมติแทนองค์พระพรหม ผู้เป็นเจ้าที่จะลงมาร่วมพิธีไหว้พระจันทร์ ทุก ๆ วันเพ็ญ เดือนสิบสองของแต่ละปี เป็นอารยธรรมที่ได้รับจากอินเดีย เข้าสู่ราชสำนักขอมโบราณก่อนจะแพร่หลายมาถึงภูมิภาคนี้ เรียบเรียงโดยพระครูพัฒน์สังวรคุณเจ้าอาวาสวัดดาราธิวาสรองเจ้าคณะตำบลตาตุมอำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
มีนาคม 30, 2008
มีนาคม 30, 2008
