พิธีพออกเปรี๊ยะแค

Posted On มีนาคม 30, 2008

Filed under Uncategorized

Comments Dropped leave a response

พิธี พออกเปรี๊ยะแค  

          

 1164399234surinrelationsorg1.gif  

 

พิธี  คือระเบียบแบบแผนที่พึงปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่สังคมแต่ละสังคมกำหนดขึ้นเพื่อให้การปฏิบัติกิจกรรมนั้น ๆ  เป็นไปในแนวทางอันเดียวกัน  แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า  ในบางครั้งพิธีกรรมในงานต่าง ๆ  ของชุมชนในแต่ละภูมิภาคในเรื่องเดียวกัน  จะมีขั้นตอนการปฏิบัติผิดแผกแตกต่างกันไปมากบ้าง  น้อยบ้าง  แล้วแต่ภูมิปัญญา  และความเชื่อถือของท้องถิ่นนั้น ๆ  พิธีกรรมบางอย่างก็เป็นสากล  ยึดแบบสากลเป็นหลัก  เราจึงไม่อาจที่จะตัดสินได้ว่า  พิธีกรรมในงานอย่างหนึ่ง  ของกลุ่มชนหนึ่งปฏิบัติไม่ถูกพิธี  หรือว่า  พิธีกรรมอย่างนี้ถูก  อย่างนั้นผิด  โดยที่แท้แล้ว  คือ  ตราบใดที่พิธีกรรมอย่างหนึ่ง  อย่างใดยังมีคนยอมรับนับถือ  และเชื่อถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา  ก็นับว่าพิธีกรรมนั้น ๆ  มีความถูกต้องอยู่  ของชนกลุ่มนั้น วันเพ็ญเดือนสิบสอง  น้ำก็นองเต็มตลิ่ง  เราทั้งหลายชายหญิง  สนุกกันจริงวันลอยกระทง  ลอยลอยกระทง  ลอยลอยกระทง  ลอยกระทงกันแล้ว  ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง  รำวงวันลอยกระทง  รำวงวันลอยกระทง  บุญจะส่งให้เราสุขใจ  บุญจะส่งให้เราสุขใจพิธีลอยกระทง  ถือกำเนิดตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี  นางเรวดี  นพมาศ  พระสนมเอกของพระร่วง  เป็นผู้คิดริเริ่มขึ้นในราชสำนัก  แล้วแพร่ขยายออกมาสู่ชุมชน  ตกทอดมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพจนถึงปัจจุบัน ฤดูฝนหมดไปตั้งแต่ปลายเดือนสิบเอ็ด  พอขึ้นเดือนสิบสองท้องฟ้า  เริ่มปลอดโปร่ง  แจ่มใสปราศจากเมฆ  พระจันทร์ในเดือนสิบสอง  จึงส่องแสงสุกกสกาว  บรรยากาศเช่นนี้  เหมาะสำหรับความรู้สึกของหนุ่มสาวยิ่งนัก  หนุ่ม ๆ  สาว ๆ  จะได้ใกล้ชิดสนิทกัน  ก็ในเทศกาลประจำปี  หนุ่มสาวจึงมีโอกาสพูดจาพาที  หยอกล้อกันโดยหนุ่มจะใช้ศิลปะการร้องรำทำเพลง  การละเล่นประจำท้องถิ่น  เป็นสื่อบอกรัก  เช่น  เจรียง  สันตู๊จ (  ร้องรำตกเบ็ด)  นั่นคือ  การเริ่มต้นแสวงหาคู่ในยุคสมัยก่อน  พิธีพออกพระแข  ก็เป็น  พิธีกรรมอย่างหนึ่งของท้องถิ่นสุรินทร์  ซึ่งมีความแตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่นในทางปฏิบัติพิธีกรรม  แต่โดยเนื้อหาสาระของพิธีกรรมแล้วก็อาจสอดคล้องกับพิธีกรรมอันเป็นสากล คำว่า  ปออกเปรี๊ยะแค  ( พออกพระแข )  เป็นคำภาษาเขมรซึ้งเป็นภาษาพื้นเมืองของสุรินทร์ ปออกหรือพออก  หมายถึง  กรอก,ป้อน เปรี๊ยะ หมายถึง  พระแค หมายถึง ดวงจันทร์,เดือน,พระจันทร์  เมื่อนำคำทั้ง  3  คำมารวมกัน  ก็จะได้คำว่า  ปออกเปรี๊ยะแค  หมายถึงการกรอกพระจันทร์  ซึ่งเป็นพิธีการไหว้บวงสรวงพระจันทร์  หรือเปรี๊ยะแค เดือนสิบสอง  ข้าวเหนียวพันธุ์เบา  จำพวกข้าวบังเอว  กำลังโน้มรวงเริ่มสุกเหลืองพอเหมาะกับการตำข้าวเม่า  กรอบอร่อย  การทำบุญตักบาตรข้าวเม่า  จึงเกิดขึ้น  เป็นธรรมเนียมประเพณีสืบทอดกันมา  แต่โบราณกาล  เพื่ออุทิศส่วนบุญกุศลให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว  แต่การตักบาตรข้าวเม่านั้น  คนพื้นเมืองสุรินทร์  โดยเฉพาะชาววัดดาราธิวาส  บ้านขนาดมอญ บ้านขนาดมอญใต้  ขนาดมอญน้อย  บ้านตาเมา  บ้านโคกสวายบ้านเสรีพัฒนา  เขาทำกันในเวลากลางคืน  เมื่อพระจันทร์วันเพ็ญของเดือนสิบสองอยู่ตรงศีรษะพอดี  กลางลานวัด  จะปักเสาสองต้น  สูงท่วมศีรษะห่างกันราวสองเมตร  มีไม้กลม ๆ  เป็นราวสูงเพียงตาที่ราวติดเทียนขี้ผึ้ง  จำนวนสิบสองเล่มเท่ากับเดือน  ผูกติดไว้กับเสาหลวม ๆ  พอหมุนได้ไม่ติดขัด  ที่ทางมักคทายกร่วมกันกับพระในวัดช่วยกันตระเตรียมไว้เรียบร้อยตั้งแต่บ่าย  ส่วนแม่บ้านและสาว ๆ  จะชวนกันลงนาเก็บเกี่ยวข้าวนำมาเหยียบยีบนภาชนะกระด้ง  ซึ่งภาษาท้องท้องถิ่น  เรียกว่า  “​​ แบนเซรา   เมล็ดข้าวที่สุกได้ที่จะหล่นหลุดจากขั้วรวง  ส่วนโคนรวงที่ยังไม่หลุด  จะใช้ไม้เล็ก ๆ  กำกับอุ้งมือกดรูด  เรียกว่า  “​ สะโกดเซรา   อีกครั้งจนหมดรวง  เอามาพัดเอาละอองธุลีออกเหลือแต่เมล็ดที่อวบเต็มตึง  ตั้งเชิงกรานสุมไฟด้วยฟืน  หม้อดิน  หรือกระทะใบใหญ่  ตั้งไฟให้ร้อนจัดตักข้าวเปลือกสด ๆ  หนึ่งกอบใหญ่  ใส่หม้อคั่วให้สุก  ใช้ก้านกล้วยสดยาวหนึ่งศอก  กวนเมล็ดข้าวในหม้อกระจายได้รับความร้อนและสุกทั่วถึงทุกเมล็ด  คั่วจนเสียงประทุถี่ยิบ  แสดงว่า  ข้าวสุกได้ที่ทั่วทั้งเมล็ดแล้วยกเทใส่ครก  ผู้ตำจะใช้มือขวากำสากมือซ้ายกำไม้ควัก  การตำข้าวเม่า  ต้องมีเทคนิคผู้ไม่เคยไม่รู้จะตำไม่เป็น  เขาทิ่มสากลงครกหนึ่งตุ๊บ  จะต้องควักด้วยไม้พายสองครั้ง  เสียงควักจะได้ยินแชว้ค ๆ  เป็นจังหวะ  เมื่อตำเร็ว ๆ  จะได้ยินเสียงแชว้ค ๆ  ตุ๊บ  เป็นจังหวะสม่ำเสมอ  ท่าตำนั้น  ผู้ตำจะยืนประชิดครก  มือขวากำสากใหญ่  มีน้ำหนัก  มือซ้ายถือไม้ควัก  เมื่อยกสากด้วยมือขวา  ชูขึ้นสูง  ยืดตัวตรง  มือซ้ายจะควักด้วยพายสองครั้ง  เพื่อกลับเมล็ดข้าวส่วนบน  ลงล่าง  ส่วนล่างขึ้นบน  เมล็ดจะบี้แบนทุกเมล็ด  ได้ข้าวเม่าตามต้องการ  ทำสลับกันไปจนกว่าจะล่อนดี  เสียงแชว้ค ๆ  ตุ๊บดังระงมไปทั่ว  ละแวกบ้าน  แสงไฟจากการคั่วข้าวเม่าทุกครัวเรือน  เป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่า  คำคืนนี้จะได้ทำบุญตักบาตรข้าวเม่ากันที่วัด  การตำข้าวเม่าต้องใช้สองคน  คนหนึ่งนั่งคั่วข้าวให้สุกได้ที่  อีกคนทำหน้าที่ตำ  หนุ่ม ๆ  มักฉวยโอกาสอาสาไปนั่งคั่วข้าวเม่าให้สาว ๆ  ตำ  ได้กำไรชีวิต  จากการดูชมลีลาระบำข้าวเม่า                สามทุ่มล่วงแล้ว  พระจันทร์เต็มดวงพ้นปลายไม้  สว่างไสวดุจกลางวัน  ผู้เฒ่า  หนุ่มสาวและเด็กถือขัน  กระเชอหรือถ้วยโถโอชาม  บรรจุข้าวเม่าและกล้วยสุกคนละหวีสองหวีตามมีตามเกิดไปชุมนุมกันที่ลานวัด  หนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวยสดงดงาม  ประกวดประชันกันห่างกันที่ตั้งเสาพิธีสถานพอประมาณจะปูด้วยเสื่อสาด  ลาดด้วยผ้าขาวตั้งบาตรไว้เรียงราย  ได้เวลาใกล้เที่ยงคืน  นิมนต์พระเข้านั่งประจำที่สมาทานศีล  เจริญพระพุทธมนต์  ผู้คนจะยกขันขึ้นอธิษฐาน  ขอให้กุศลผลบุญที่ประกอบในวันนี้จงมีแด่บุพการี  แล้วบรรจงใส่บาตรข้าวเม่ากันจนทั่วถึง  ผู้คนจะกระจายกันนั่งรายรอบที่ตั้งเสาพิธีอยู่ห่าง ๆ  ปล่อยเสาพิธีสถานให้เป็นลานกว้างวงกลมเป็นเขตพิธีกรรม  รอกำหนดเวลาประกอบพิธีกรรม  เมื่อถึงเที่ยงคืน  จะมีบุรุษผู้สูงอายุ  ผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม  นุ่งขาวห่มขาว  ถือไม้เท้ายาวมีบุรุษสะพายย่ามเป็นลูกศิษย์ติดตามมาผู้หนึ่ง  เดินจากภายนอกเข้ามาบริเวณพิธีสถานกระทำสุมเสียงกระแอมไอ  เดินสู่สถานพิธีตั้งเสา  พอปรากฏเห็นโดดเด่นเป็นจุดสนใจ  หยุดยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มาร่วมชุมนุมแล้วผู้ใหญ่ในกลุ่มหนึ่งซึ่งได้กำหนดตัวไว้แล้วจะถามขึ้นว่า  นั่นใคร  บุรุษชีปะขาวจะตอบว่า  เราเอง  ผู้ถามจะถามต่อว่า  เราน่ะคือใคร ชื่อเสียงเรียงไร  มาจากไหน  มีธุระอะไร  เหตุไฉนจึงเข้ามาที่นี้  บุรุษชีปะขาวจะตอบว่า  เราคือตาพรม  มาจากสำนักเขนาะตาพรม  ที่มาที่นี่เพราะได้ยินเสียงเอะอะอึงคะนึง  ไม่รู้ว่าพวกท่านกระทำสิ่งใดกัน  ซรอยจะพากันทำบาป  ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอะไรกันขึ้นกระมัง  เราจึงเข้ามาดู  ผู้ใหญ่ในกลุ่มจะแจกแจงว่า  เราไม่ได้กระทำบาปหยาบช้า  ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตดอก  วันนี้เรามาชุมนุมกันทำบุญจะประกอบพิธีไหว้พระจันทร์ท่านเป็นตาพรม  ท่านมีความรู้เรื่องนี้ไหม  ชีปะขาวจะตอบว่า  เราพอจะรู้บ้าง  ผู้เป็นใหญ่จะกล่าวว่า  ถ้าท่านรู้ข้อธรรมะในเรื่องนี้  จงแสดงธรรมให้พวกเราฟังก่อน  เราจึงจะเชื่อถือ  ชีปะขาวจึงถามว่า  จะให้แสดงธรรมข้อใด  ผู้เป็นใหญ่ตอบว่า  ว่านะโมให้ฟังก่อนก็แล้วกันบรรยายกาศการเจริญพระพุทธมนต์  ตาพรหมจะติดตลกแกล้วว่านะโมผิด ๆ  เพื่อแทรกบทตลกให้เป็นที่ฮือฮา  เช่นว่า    นะโม  ตะสัจระหัต  ตอง  ตอง  หรือ  นะโมเตี๊ยะสัจเตี๊ยอั๊จกระแบร์    อะไร ๆ  ทำนองนั้น  ผู้คนจะเฮฮาเป็นที่ครื้นเครง  ผู้เป็นใหญ่จะกล่าว่า  ท่านว่าข้อธรรมไม่ถูก  ท่านไม่ใช่ตาพรหมที่แท้จริงชะรอยท่าน  จะเป็นผู้ประสงค์ร้ายปลอมแปลง  เข้ามาเพื่อทำมิดีมิร้าย  ได้เฮฮากันเป็นรอบเมื่อถึงรอบที่สาม  จึงสวดนะโมได้ถูกต้องครองถ้วยกระบวนความ  ผู้คนทั้งหลายจึงกล่าวรับรองว่าจริงท่านคือตาพรหมตัวจริง  แล้วขอเชิญท่านเป็นประธานในพิธีพาพวกเราไหว้พระจันทร์  นำสวดคาถาบวงสรวงสังเวย  แก่พระจันทร์เถิด  ตาพรหมจะบอกให้ทุกคนพนมมือ  แล้วจุดเทียน  12  เล่ม  ที่ติดไว้บนไม้ราวพาดเสาพิธีกรรม  นำใบกล้วย  ตานีที่ยังอ่อน ๆ  ปลอดตำหนิปราศจากริ้วรอยแตกปริ  มาวางเรียงกันกับพื้นดินใต้ราวเทียนชัย  เพื่อรองรับน้ำตาเทียนไว้เสี่ยงทาย  บอกให้ทุกคนคอยกล่าวคำบวงสรวงสังเวยตามพร้อม ๆ  กัน  แล้วตาพรหมก็นำสวดนะโม  3  จบ  กล่าวบวงสรวงให้ทุกคนว่าตาม  เนียง  จันทุรา  เปรี๊ยะมหาอูด็อม  เปรี๊ยะเอ็นเสวยเซราะ  เสวยอ๊อบภิรมย์  เปรี๊ยะมหาอูด็อม  ก็วงเลอพิเมียน กล่าวจบหนึ่งรอบ  ตาพรหมจะบอกให้กราบ  ทุกคนประนมมือหมอบกราบพร้อมกันนี้ตาพรหมผู้เป็นประธานจะจับปลายไม้ราวข้างหนึ่ง  ศิษย์จับอีกข้างหนึ่งหมุนให้เอนไปทางขวา  น้ำตาเทียนจะหยดลงไปสู่ใบตองที่รองรับ  แล้วสวดบวงสรวงตามคำเดิมจนจบ  ตาพรหมจะบอกให้  เงิ้บ  คือกลับนั่งตัวตรงตามเดิม  พร้อมกับเทียนชัยก็หมุนไปตั้งตรงเหมือนเดิม  ประนมมือกราบ  3  ครั้ง  เงิ้บ  3  ครั้ง  เป็นอันสิ้นพิธีการไหว้บวงสรวงพระจันทร์  หรือเปรี๊ยะแค  คำกล่าวบวงสรวงสังเวยนี้  ถอดเป็นคำไทยได้ความว่า เจ้าแม่จันทรา  พระมหาอุดม  พระอินทร์เสวยสุข  เสวยอภิรมย์  พระมหาอุดม  สถิตเหนือพิมาน  เสวยจากบวงสรวงสังเวย  และศิษย์ของตาพรหมจะยกใบกล้วยสองใบนั้นขึ้นมาชูหมุนไปรอบ ๆ  ให้ทุกคนได้เห็นทั่วกัน  ตาพรหมจะเอาไม้เท้าชี้ทำนาย  หยดน้ำตาเทียนที่ปรากฏในใบตอง  โดยถือเอาต้นใบตองกล้วยเป็นต้นปี  กลางใบกล้วยเป็นกลางปี  ปลายใบกล้วยเป็นปลายปี  หยดเทียนหนาส่วนใด  ฝนจะชุกในส่วนนั้นการประกอบพิธี ณ ลานวัดดาราธิวาส ทำนายเสร็จตาพรหมและศิษย์  จะได้รับถวายข้าวเม่า  1  ขัน  กล้วย  1  หวี  คนละ  1  ชุด  ตาพรหมจะอวยพรให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขประสบโชคลาภ  ทำมาหากินได้อุดมสมบูรณ์แล้วบอกลาและกำชับให้ท่านทั้งหลายจงเลี้ยงดูกันให้เป็นสุขทั่วหน้ากันเถิด ฝ่ายพระสงฆ์จะบรรยายธรรมอบรมพอสมควรแก่เวลา  แล้วถวายปัจจัยไทยทาน  ทายกจัดบาตรข้าวเม่า  และกล้วยขึ้นบนกุฏิ  แบ่งส่วนหนึ่งไว้เลี้ยงดูกันในหมู่ผู้ไปร่วมพิธี  ซึ่งยังคงนั่งรออยู่ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย  ช่วงนี้ทายกและผู้ใหญ่จะช่วยกันแจกจ่ายข้าวเม่า  และกล้วยสุกกันทั่วหน้า  ผู้ร้องจะร้องใหม่บอกว่า  ฮาเวยฮา  แปลว่า  อ้า  เดออ้า  หมายความว่าอ้าปาก  โดยเงยหน้าอ้าปากหันหน้าเข้าหาพระจันทร์  เอาข้าวเม่ากรอกเข้าปาก  ป้อนกล้วยสุกเข้าไปด้วย  การกระทำนี้เองที่เรียกว่า  กรอกพระจันทร์  ซึ่งใช้ภาษาถิ่นว่า  ปออกพระแค  หนุ่มๆ  ชอบหนักหนา  รอโอกาสกำข้าวเม่ากรอกปากสาวคนที่ตนหมายปองพร้องป้อนกล้วยเข้าปากสาวเป็นนัย ๆ  บอกรัก  แล้วพิธีไหว้พระจันทร์ในวันปออกพระแค  ในคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง  ก็เป็นเสร็จสิ้นลง  ต่างกลับถิ่นฐานบ้านช่องด้วยความอิ่มเอิบใจ เพื่อให้ข้อเขียนนี้เป็นสารคดีเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณี  โดยสมบูรณ์  ผู้เขียนขอชี้แจงเพิ่มเติมในเชิงศัพท์ภาษาให้กระจ่างดังนี้ ตาพรหม  คือ  พระพรหมผู้สร้างโลก  และสรรพสัตว์ตามคติศาสนาพราหมณ์  พระพรหมจะลงมาดูโลกและปกป้องชาวโลกทุกปี  เพื่อมิให้สรรพสิ่งที่ทรงสร้างถูกทำลาย  จะเป็นจากถ้อยคำที่โต้ตอบกับมนุษย์  ตาพรหมจึงเป็นตัวสมมติแทนองค์พระพรหม  ผู้เป็นเจ้าที่จะลงมาร่วมพิธีไหว้พระจันทร์  ทุก ๆ  วันเพ็ญ  เดือนสิบสองของแต่ละปี  เป็นอารยธรรมที่ได้รับจากอินเดีย  เข้าสู่ราชสำนักขอมโบราณก่อนจะแพร่หลายมาถึงภูมิภาคนี้  เรียบเรียงโดยพระครูพัฒน์สังวรคุณเจ้าอาวาสวัดดาราธิวาสรองเจ้าคณะตำบลตาตุมอำเภอสังขะ  จังหวัดสุรินทร์

Respond now.