ประเพณีสิบสองเดือนขนาดมอญ

Posted On เมษายน 23, 2008

Filed under ประเพณีสิบสองเดือน
ป้ายกำกับ:

Comments Dropped leave a response

ปฏิทินชุมชนเขมร วัดดาราธิวาส (บ้านขนาดมอญ  บ้านตาเมา  บ้านขนาดมอญน้อย  บ้านขนาดมอญใต้  บ้านเสรีพัฒนา  และใบบุญตำบลตาตุม )  Print E-mail
 

ปฏิทินชุมชนเขมร ใบบุญวัดดาราธิวาส บ้านขนาดมอญ ต.ตาตุม

เดือนมกราคม       ประเพณีที่สำคัญ คือ งานมงคลต่างๆ เช่น งานบวช ขึ้นบ้านใหม่

เดือนกุมภาพันธ์  ประเพณีที่สำคัญ คือ ประเพณีโจลมะม็วด  โดยผู้ที่มีองค์ (มีครู) ทุกคนในหมู่บ้านจะมาร่วมกันประกอบพิธีโจลมะม็วด

เดือนมีนาคม         มีงานประเพณีมงคลต่างๆ เช่น งานทำบุญอัฐิ

เดือนเมษายน       ประเพณีที่สำคัญ คือ การรำตรด  โดยชาวบ้านจะรวมตัวกันร้องรำไปตามบ้าน เพื่อขอรับบริจาคเอาเงินมาทำบุญ  นอกจากนี้มีการทำบุญสงกรานต์  ทำบุญวันตัดในวันแรม 15 ค่ำ

เดือนพฤษภาคม   ประเพณีการทำบุญศาลปู่ตา  ก่อนลงทำนา

เดือนมิถุนายน      ประเพณีงานมงคลต่างๆ เช่น งานบวช

เดือนกรกฎาคม    ประเพณีวันเข้าพรรษา

เดือนสิงหาคม      ประเพณีทำบุญวันเข้าพรรษา

เดือนกันยายน-ตุลาคม  ประเพณีวันแซนโดนตา  และ “จักกะเจอ” (เทกระเชอ)  ซึ่งเป็นประเพณีทำบุญถึงบรรพบุรุษ  เชื่อว่าในวันขึ้น 15 ค่ำ  ผีบรรพบุรุษจะได้รับการปล่อยออกมา  แต่ละบ้านจะนิมนต์พระไปบังสุกุลให้แก่บรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้ว

เดือนพฤศจิกายน ประเพณีทำบุญออกพรรษา กฐิน ผ้าป่า ลอยกระทง

เดือนธันวาคม      ประเพณีมงคลทั่วๆ ไป เช่น กฐิน ผ้าป่า ทำบุญปีใหม่

 

ประเพณีเดือนห้า  หรือ เดือนเจตร ( ตรุษสงกรานต์ )

ประเพณีเดือนห้า คือ เป็นประเพณีต้อนรับปีใหม่แต่เดิมมานั้นเอง  สังคมเราเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา นับต้นปีที่ต้นฤดูฝน เช่นพระสงฆ์ท่านนับอายุการบวชเป็นพรรษา คำว่าพรรษา แปลว่า ฝน ประเพณีนี้มีการปฏิบัติกันสองแนวมาผสมก้น สมัยก่อนยึด ทางจันทรคติ ถือเอาขึ้น ๑ ค่ำ เดิอน ๕ เป็นวันเริ่มต้น และฉลองวันส่งท้ายปีเก่าคือแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งหมายถึงเดือน ๕ เป็นเดือนสุดท้ายของปี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันขึ้นปีใหม่ที่กล่าวมานี้หมายถึง การนิยมนับแบบชาวบ้าน ( ขนาดมอญ ) ซึ่งนับว่า ปะสาก จีฮ อาสาท สราบ ( บัง ) เบ็ญ ดังนี้  คำว่า  ปะสาท คือกลุ่มดาววิสาขฤกษ์ที่พระจันทร์โคจรเข้าไป แต่ในอีกกลุ่มหนึ่งนับโดยสุริยคดิเน้นที่ดวงอาทิตย์โคจรเข้าราศีเมษ คือราววันที่ ๑๓ หรือ ๑๔ เมษายน  เป็นวันเริ่มต้นปีใหม่ การนับปี คือ ชวด ฉลู ขาล เถาะ มะโรง ฯลฯ นั้นนับแบ่งกันตรงวันที่ ๑๓ หรือ ๑๔ เมษายน การจัดทำบุญสงกรานต์ก็ทำได้ ๓ วัน คือวันที่ ๑๓ -๑๕ เมษายน ในกรณีเด็กเกิดในวันที่ ๑๓ เมษายน เขาให้คำนวณการโคจรของดวงอาทิตย์เป็นหลักถ้าดวงอาทิตย์เข้าราศีเมษแล้วถือว่าเกิดในปีถัดไป ถ้ายังไม่โคจรเข้าราศีเมษเลยถือว่าเกิดในปีเก่า อย่างไรก็ตาม การยึดถือทางสุริยคดินี้แน่นอนกว่าจันทรคดิ ทางราชสำนัก ทางโหรหลวงยึดถืออันนี้ในการเปลี่ยนปี อันนี้ว่าตามพระราชพิธีสิบสองเดือนเป็นหลัก แต่คดิของชาวบ้านผู้รู้โหราศาสตร์น้อย และยึดจารีตมานั้นโดยเฉพาะในท้องถิ่นคนเขมรนั้น เขามีพิธีกรรมทำบุญดังนี้ วันแรม ๑๓ ค่ำและ ๑๔ ค่ำเดือน ๔ จะมีคนแก่ที่มีอายุมาก มีอาวุโส เป็นผู้นำทางศาสนาในชุมชน ( อาจารย์ ) เที่ยวเดินไปเยี่ยมทุกเรือนชาน โดยมีคนหนุ่ม ๆ ช่วยกันหามฆ้องใหญ่ตีดัง โหม่ง ๆ  ไปตามบ้านทุกหลังคาเรือน  เมื่อไปถึงก็ร้องบอกว่า  บัดนี้ถึงเดือน ๕ แล้วเป็นเดือนที่ต้องหยุดทำงานทุกชนิดให้พากันทำบุญ  พากันเล่นให้สนุกสนานบานใจ ถ้าใครคืนทำงานใดๆ  ขอสาปแช่งให้เข้าป่าก็ถูกเสือคาบ  ลงน้ำก็ถูกจระเข้กัด  อย่าได้อยู่เย็นเป็นสุขเลย  วันแรม  ๑๕ ค่ำเดือน ๔  นี้ให้ไปทำบุญที่วัด  และวันขึ้น ๑ ค่ำถึงวันขึ้น ๓ ค่ำ ให้หยุดงาน ๓ วันเต็ม ดังนั้นในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔  คนก็จะพากันไปวัดทำบุญอย่างคับคั่ง และเมื่อวันรุ่งขึ้นทุกคนก็จะหยุดทำงาน  เขมรเรียกว่า ตอม  การหยุดทำงานหมายถึงหยุดทำงาน  เช่น  ทอผ้า  เลื่อยไม้  ปลูกเรือน ฯลฯ เหล่านี้  แต่การเลี้ยงวัว  เลี้ยงควาย  เลี้ยงหมู  เลี้ยงไก่  ทำครัว  เขายังทำ  เมื่อหยุดทำงานก็มีสองอย่างที่ทำแทน คือ

๑. ไปช่วยบูรณะวัดวา  เช่น ทำความสะอาด  ซ่อมแซมสิ่งต่างๆ  ในวัด  หรือในที่สาธารณะอื่นๆ แล้วแต่ผู้นำในชุมชนนั้นๆ  กำหนดว่าควรจะทำอะไร

๒. พากันเที่ยวเตร่เล่น  เช่นเที่ยวแอ่วสาว  สาดน้ำ  เอาถ่านมินหม้อไล่ทาหน้าตากัน  ( แต่ทุกวันนี้มักจะเอาแป้งทาหน้า )  ส่วนตอนกลางคืนหนุ่มสาวจะพากันไปเล่น  สะบ้า  เล่นช่วงชัย  เล่นมอญซ่อนผ้า ที่วัด  หรือเที่ยวเป่าแคน  เป่าขลุ่ย  ปรบมือ  ร้องรำทำเพลง ฯลฯ  สารพัดที่เป็นความสนุกสนาน

ยังมีการกระทำอีกอย่างหนึ่ง  คือเอาน้ำสะอาดโปรยแป้งและขมิ้นผงใส่  แล้วหาบไปยังบ้านของบิดามารดาของตน  หรือปู่ยา  ตายายของตนไปนั่งยองๆ  ยกมือไหว้แล้วบอกว่า  ผมขออาบน้ำให้  ผู้สูงอายุเหล่านั้นก็จะผลัดผ้ามาอาบน้ำ  ลูกหลานก็ถูตัวให้  ผู้สูงอายุก็ให้ศีลให้พรต่างๆ  นานา  หรือบางคนก็หาบน้ำไปอาบให้แก่คนสูงอายุอื่นๆ ที่แม้มิใช่ญาติของตน หรือบางคนก็เอาน้ำไปถวายพระสงฆ์สรงน้ำ 

กรณีวัดดาราธิวาสบ้านขนาดมอญ  หลังจากที่เอาพระพุทธรูปลงแล้ว ( ยวกเปรียฮโจะห์ )  พอถึงเดือน ๕  คือ จะถือเอาวันขึ้น ๗ ค่ำ  เดือน ๕  เป็นวันเอาพระพุทธรูปลง  หรือไถงยวกเปรียฮโจะห์ ซึ่งจะมีพิธีการเท่าที่จำได้  ประมาณเวลา  ๑๕.๐๐ น.  โดยประมาณ  ทางพระสงฆ์จะตีกลองให้สัญญาณ เพื่อจะให้ญาติโยมไปร่วมกันที่วัด  พอญาติโยมมาถึงแล้วสักพักหนึ่ง ก็จะมีคนสูงอายุไปนิมนต์พระสงฆ์ลงมาเพื่อจะนำญาติโยมไปค้นทรายเข้าวัด ซึ่งมีระเบียบพิธีการดังนี้ หลังจากไปถึงที่จะเอาทราย มีการไหว้พระรับศ๊ล หลังจากรับศีลเสร็จ ก็ไปตักน้ำคนละขันเพื่อให้พระสงฆ์ทำน้ำมนต์ เพื่อนำไปสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์

พวกหนุ่มสาวบางทีก็ไปหาบน้ำดื้มน้ำใช้ใส่โอ่งถวายวัด เนื่องจากในเดือน  ៥​ เป็นช่วงที่แห้งแล้งที่สุด  น้ำดื่ม น้ำใช้ ขาดแคลนอย่างหนัก  อากาศก็ร้อนจัด การบริการคนอื่นด้วยน้ำจึงเป็นการทำบุญที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

        สมัยก่อน เมื่อถึงตอนเย็น คนแก่ก็จะตีฆ้อง พาเด็กๆ ไปขนทรายเข้าวัด ทำทุกเย็นตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำเดือน 5 เป็นต้นไป การขนทรายสมัยก่อนทำตลอดเดือน 5 ทีเดียว เขาขนไปถมบริเวณที่เป็นหลุ่มเป็นแอ่งในบริเวณวัด เพื่อให้พื้นที่เรียบเสมอกัน และเอาไปกองก่อเจดีย์ทรายตามลานวัด ลานโพธิ์ หน้าโบสถ์ ตามหลุมพัทธสีมา เป็นต้น เมื่อเอาทรายไปถึงก็นั่งยองๆ ยกขันที่ใส่ทรายตั้งจิตอธิษฐาน ขอให้หมดกรรมหมดเวร ที่เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพราะอาชีพเกษตร ต้องขุดต้องไถต่างๆ นาๆ อันทำให้สัตว์ต้องตาย ก็ขออโหสิกรรมอย่าได้เวรานุเวรแก่กัน

        เมื่อขนทรายเสร็จ ก็ตักน้ำสาดกัน หนุ่มสาวไล่กันสนุกสนานไปทุกๆเย็นเชียว

        การ”ตอม”หรือหยุดงาน ៣ วันนี้เป็นการเริ่มต้น บุญเดือน ៥ เท่านั้น เมื่อหยุด ៣​ วัน แล้ววันที่ ៤​ ก็ทำงานต่อไป วันพระก็ไปวัดตามปกติ จนกระทั่งถึงแรม ១​ ค่ำ ก็หยุดงานอีก ៧ วัน มีการเล่น การสนุกสนานกันขนานใหญ่

        บรรดาทายกวัดก็จะมีการละเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า”เรือ็ม ตรด”(รำตรุษ) คือจัดขบวนหนุ่มสาวมีคนที่ร้องเก่งร้องนำ แล้วลูกขบวนก็ร้องรับ มีกลองใบหนึ่งหรือสองใบ ตีเป็นจังหวะในการ “เรือ็ม ตรด”นี้ เขาเดินไปเยี่ยมทุกหลังคาเรือน เพื่อขอรับบริจาค เช่น บริจาคเส้นไหม ผ้าขาวม้า ผ้าไหม เงิน ฟักเขียว ไก่ มะพร้าว สุรา เป็นต้น โดยมีทายกถือบัญชีจดไว้ พวกข้าวไก่ ผัก ก็ทำอาหารให้กลุ่มคนรำกิน ส่วนไหมก็ขายเอาเงินมาบำรุงวัก เพื่อทำประโยชน์ส่วนรวม

       การรำเพื่อรับบริจาคนี้ เล่นไปหลายๆหมู่บ้าน เป็นการรับบริจาคตามศรัทธา สมัยก่อนทำทุกๆปี

       เมื่อถึงวันแรม ១៤​ค่ำ เดือน៥ อันเป็นวันสุดท้ายของเดือน ៥ เขาเรียกว่า”ทำบุญส่งน้ำพระ”เขาไปตักบาตรทำบุญแต่เช้า แล้วก็เอาพระพุทธรูปองค์เล็กองค์ใหญ่ ทั้งของตนเองและของในวัด เอามาใส่ในภาชนะ เช่น ขันตักน้ำ ขันสำริด เป็นต้น เอาน้ำผสมแป้ง ขมิ้นผงใส่ลงแช่พระ ขัดถูให้สะอาด แล้วเดินไปเวียนประทักษิณโบสถ์ หรือวัดสามรอบ แล้วเข้าไปชำระสงน้ำพระปรธานในโบสถ์อีกด้วย

Respond now.