ตำนานขนาจมวน

Posted On วันอาทิตย์, มีนาคม 30th, 2008

Comments Dropped one response

ความเป็นมาเชิงตำนานประวัติ  ขนาจมวน   ( บ้านขนาดมอญ ) ณ ดินแดนที่ราบลุ่มลำน้ำหรือที่เรียกว่า    ขนาจมวน    ซึ่งเป็นคำศัพท์ภาษาเขมรในสมัยโบราณ ว่า   ตามแนวเทือกเขาพนมดงรัก  ปกคลุมไปด้วยป่าดงดิบ ป่าไม้แดง ไม้ตะเคียน ไม้ประดู่ ป่าไผ่ ป่ามวน  ( หม่อนป่า )  อันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณนี้อยู่ห่างจากบ้านโคกอัจจะหรือโคกยาง ( ที่ตั้งอำเภอสังขะในปัจจุบัน ) ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 20 กิโลเมตร ที่ราบลุ่มลำน้ำ  ( ขนาจ ) ล้อมรอบไปด้วยป่าดงดิบ ส่วนทางด้านทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้และทิศเหนือ ล้วนมากไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่น  ช้าง  ม้า  เสือ  อีเก้ง  กวาง  รมาส  ( แรด ภาษาเขมรเรียกว่า  รมาส )  เป็นที่ที่ต้องการบุกรุกป่าฝ่าดงไปแสวงหาอาหาร ล่าสัตว์ป่าของพวกพรานป่าที่มีมากมาย อย่างอุดมสมบูรณ์ บรรดาพรานป่าที่มักจะเวียนมาหาของป่า ล่าสัตว์อยู่เป็นประจำที่ควรกล่าวถึงคือ พรานอิน ผู้เล่าให้ข้าพเจ้าฟัง สันนิษฐานว่าพรานอินคนนี้เป็นคนมาจากทางเหนือเทือกเขาพนมดงรัก ( บ้านตาตุม )  ภายหลังยกบ้านตาตุมเป็นตำบลตาตุม พรานอินเข้ามาหาของป่าและล่าสัตว์แต่ละครั้งจะต้องพักแรม เพราะตามคำบอกเล่านั้น พรานมักจะมาล่าสัตว์กันหลายวัน จึงได้ตั้งทับ ( ที่พักพราน )  ใกล้บริเวณราบลุ่มฝั่งลำน้ำ ( ขนาจมวน ) ซึ่งบริเวณนี้มีต้นมวน ( หม่อนป่า ) ต้นหม่อนป่านี้มีลักษณะเป็นเครือขนาดของลำต้นเท่ากับต้นมะพร้าว ใบของหม่อนป่า  มีลักษณะคล้ายกับใบหม่อนบ้านที่ใช้เลี้ยงไหมในปัจจุบัน  เป็นที่เหมาะในการทำที่ตั้งทับ ( ที่พักพราน )  ซึ่งฝั่งลำน้ำที่เรียกกันว่า ขนาจ นั้นจะมีสัตว์ป่านานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ช้าง ม้า เสือ อีเก้ง  กวาง   รมาส พากันลงมาเล่นที่ปลักขนาจมวน  แห่งนี้เป็นประจำ และพรานอินได้ตั้งทับ ( ที่พักพราน ) ใกล้กับปลักขนาจมวนนั้น  แหล่งที่เรียกว่า  ขนาจ ในสมัยก่อนนั้น  คือที่บ้านนายไซร้  นาวัง ในปัจจุบัน ในสมัยก่อน พวกหมู่พรานมักเรียกบริเวณนี้ว่า   ขนาจ  ประจวบกับที่ตรงนั้นมีต้นหม่อนป่า  ขนาดใหญ่ล้อมรอบ จึงเป็นที่มาของชื่อบริเวณนี้ที่มักเรียกเป็นที่เข้าใจของพวกหมู่พรานว่า    ขนาจมวน    อันเป็นนามเรียกบริเวณนี้ตั้งแต่นั้นมาต่อมาภายหลัง พรานอิน ( สันนิษฐานว่าเป็นผู้ก่อตั้งบ้านขนาจมวน ) ผู้หลงไหลในความอุดมสมบูรณ์บริเวณนี้ ได้พาเพื่อนพรานมาสร้างที่พัก  ถากถางป่าดงดิบบริเวณที่ราบลุ่มเป็นที่นา ท่ามกลางป่าดงดิบ อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าและสัตว์นานาชนิด อันตรายจากช้าง เสือ และไข้มาลาเรีย  พร้อมทั้งได้ตั้งชื่อหมู่บ้านที่สร้างขึ้นว่า   สฺรุกขนาจมวน     อันมีพรานอินเป็นผู้นำพวกพ้องในตำแหน่งหัวหน้าหรือผู้นำหมู่บ้าน  ชีวิตของพรานอินคนนี้เป็นบุคคลที่น่ายกย่อง ซึ่งข้าพเจ้าจะขอนำมากล่าวไว้ ณ  ที่นี้  ( อาจไม่ถูกต้องตามประวัติศาสตร์อย่างไรต้องขออภัยเพราะฟังจากการบอกเล่า )  มีอยู่ครั้งหนึ่ง  พระยาแห่งเมืองสุระพินทนิคม  พระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันด์ ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชโองการ ตั้งบ้านลำดวนเป็นสุระพินทนิคมขึ้นกับเมืองสุรินทร์     ได้ให้พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจะ  หาของป่าไปถวาย  ( ส่งส่วย ) พระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะก็ได้มาบอกให้พรานอินที่อยู่บ้านขนาจมวน หาของป่ามาถวาย พรานอินและพวกหมู่พรานเดียวกันก็ได้หาของป่าและได้นำ  เนื้อสัตว์ แก่นสน ยางสน  ปีกนก  นอรมาส  งาช้าง ขี้ผึ้ง น้ำผึ้ง เป็นของส่งส่วยไปยังพระยาสังฆะบุรีศรีนครอัจจะ ณ เมืองสังฆะ  อยู่เป็นประจำพรานอินยังเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ ซึ่งครั้งหนึ่งพรานอินได้ไปล่าสัตว์กับพวกหมู่พรานด้วยกัน และพรานอินได้ยิงปืนถูกรมาส ( แรด ) แต่ไม่ถึงตายเพียงแต่บาดเจ็บ รมาส  แรดตัวนั้นจึงได้วิ่งหนีเพื่อที่จะเอาชีวิตและได้วิ่งหนีจากขนาจมวนไปทางทิศเหนือจนกระทั่งถึงลำห้วย ( สันนิษฐานว่าลำห้วยที่ไหลผ่านสะพานทางทิศใต้โรงเรียนขนาดมอญในปัจจุบัน ) แรดตัวนั้นได้กระโดดลงไปในลำห้วยจมหายไป ทำให้พรานอินและพรรคพวกหาไม่เจอ จนกระทั่งหลายวันต่อมาแรดตัวนั้นก็ได้ตายและลอยน้ำขึ้นมาจากลำห้วย และเรียกลำห้วยนั้นว่า โอรกบาลรมาส    ( ลำห้วยหัวแรด ) จนถึงทุกวันนี้  ปั้นท้ายชีวิตของพรานอินดังกิตติศัพท์ ที่ข้าพเจ้ากล่าวมาแล้วว่าพรานอินนั้น  เป็นคนกล้าหาญได้พาพวกหมู่พรานด้วยกันไปล่าสัตว์  พรานอินให้พรรคพวกขึ้นที่คาคบต้นไม้ ( ที่พักพรานบนต้นไม้เพื่อรอที่จะยิงสัตว์) เหลือเพียงพรานอินที่ไม่ได้ขึ้นคาคบต้นไม้เพราะพรานอินคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว พอพรานอินเห็นเสือเข้ามาใกล้ตัว พรานอินก็ยกอาวุธประจำกายขึ้นเล็งตรงไปยังเสือตัวนั้นแล้วก็ลงมือสังหารเสือตัวนั้น  แต่ด้วยสัญชาตญาณของเสือเมื่อถูกศัตรูเข้ามาทำร้าย ย่อมมีการต่อสู้เป็นธรรมดา การต่อสู้ระหว่างเสือกับนายพรานอินก็เกิดขึ้น พรานอินพยายามที่จะวิ่งขึ้นต้นไม้ แต่ก็เพียงแค่ได้จับกิ่งไม้เท่านั้นจึงเป็นโอกาสของเสือเข้าโจมตีกัดเอาพรานอินถึงกับความตาย พอพรานอินเสียชีวิตแล้วพรรคพวกของพรานอินที่อยู่บนคาคบต้นไม้ พอเห็นดังนั้นก็สาดกระสุนเข้าใส่เสือตัวนั้นจนเสียชีวิตเช่นเดียวกัน  โบราณท่านว่า  หมองูตายเพราะงู   ฉันใดก็ฉันนั้น พรานล่าสัตว์ก็ตายเพราะสัตว์เช่นเดียวกัน        บ้านขนาจมวน    ปัจจุบันเพี้ยนมาเป็น    บ้านขนาดมอญ    ขึ้นกับตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ หัวหน้าผู้นำหมู่บ้านเท่าที่ทราบมีดังต่อไปนี้    1.  กำนันอิน เป็นผู้ก่อตั้งหมู่บ้านคนแรก    2.  กำนันชื่น  ใสยิ่ง  อยู่บ้านขนาดมอญ 3. กำนันฉ่ำ  คงมั่น อยู่บ้านขนาดมอญ  4.  กำนันคลิด ใสยิ่ง  เป็นลูกชายของกำนันชื่น 5.  กำนันเสียง มั่นยืน อยู่บ้านขนาดมอญ 6.  กำนันสวี บุญคง   อยู่บ้านขนาดมอญ 7.  ผู้ใหญ่ถวิล โสรดี  อยู่บ้านขนาดมอญ 8.  ผู้ใหญ่บุญส่ง วงศ์รุจิโรจน์ อยู่บ้านขนาดมอญ   9.  ผู้ใหญ่สุรนาท    ใสยิ่ง  อยู่บ้านขนาดมอญ 10. ผู้ใหญ่สุรินทร์   ภูเขียว                               อยู่บ้านขนาดมอญ 11.  ผู้ใหญ่รื่น วันฬา       อยู่บ้านขนาดมอญ  ( คนปัจจุบัน )

งานพัฒนาในหมู่บ้านขนาดมอญมีการพัฒนาที่ต่อเนื่องจนทำให้หมู่บ้านมีความเจริญรุ่งเรืองมาเรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงการทำมาหากินแนวใหม่ จากแต่ก่อนเคยใช้ระบบการแลกเปลี่ยนกัน เช่น ล่าสัตว์เพื่อแลกเพื่อแลกข้าว  ต่อมามีการส่งเสริมพัฒนาทางด้านการเกษตรแนวใหม่ที่ครบวงจร มีการปลูกไม้ผล ต้นไม้ยืนต้น เช่น ต้นยางพารา  ต้นยูคาและปลูกพืชล้มลุก มีการบริการทางด้านสาธารณสุขที่ดีขึ้น การคมนาคมที่สะดวกสบายเพราะมีการสร้างถนนหนทาง สร้างสะพานจากเดิมเป็นสะพานไม้ต่อมาสร้างเป็นคอนกรีตทำให้การสัญจรไปมามีความสะดวกรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารต่างๆ สะดวกรวดเร็ว โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร  เริ่มมีมากขึ้น นับได้ว่ามีการพัฒนาไปอย่างมาก

ข้าพเจ้า ผู้เขียน  ( พระครูพัฒน์สังวรคุณ )  ขอขอบพระคุณทุกท่านโดยเฉพาะคุณพ่อทับ   เบญจมาศ  ที่ท่านได้ให้ข้อมูลในการรวบรวมครั้งนี้  หากแม้นว่าท่านผู้อ่านได้ข้อมูลเพิ่มเติมมีหลักฐานเพื่อประกอบประวัติหมู่บ้าน ผู้เขียนขอน้อมรับฟังเพิ่มเติม เพื่อเป็นประโยชน์ของชุมชนและสืบทอดถึงลูกหลานอย่างจริงใจ

Leave a response and help improve reader response. All your responses matter, so say whatever you want. But please refrain from spamming and shameless plugs, as well as excessive use of vulgar language.

One Response to “ ตำนานขนาจมวน ”

  1. สณ.สมบัติ

    พอได้อ่านประวัติบ้านขนาดมอญ พอคร่าวๆ แล้วเปรียบเทียบกับสภาพของชุมชนในปัจจุบันแล้วน่าสลดใจเพราะแต่ก่อนนั้นมีแต่ป่า แล้วตอนนี้ป่าหายไป แล้วต่อไปจะเหลืออะไรให้ลูกหลานเราบ้าง ต่อไปคงเป็นได้แค่ …ประวัติศาสตร์…

Respond now.